ลูกเปลี่ยนชีวิต [ตอนที่ 4] เปลี่ยนแนวคิดระหว่างกัน


บ่อยครั้งที่ผมอ่านบทความเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูก ผมมักเจอข้อความของคุณแม่หลายๆท่านที่อยากสื่อให้คุณพ่อหลายคนทราบว่า....
"แม่นั้นต้องเสียสละมากแค่ไหนในการอุ้มท้องและการเลี้ยงดูลูก ..... ทำไมสามีไม่ดูแลเท่าที่ควร .... ทำไมสามีไม่เข้าใจ .... ฯลฯ ..... "

คำถามก็คือ
  ในชีวิตจริงผมเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม ? 
ซึ่งผู้ชายที่มีภรรยาแทบทุกคนรวมทั้งผมเองคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
"เคยครับ..." 

และจากประสบการณ์โดยตรงโดยภรรยาสุดที่รักของผมเอง (ชมไว้ก่อนเป็นดีครับ ฮ่าๆ... ) ช่วงคลอดใหม่ๆ ก็จะมีลิงค์ที่แชร์ต่อกันมาในลักษณะนี้เข้ามาในกล่องข้อความบ้างให้หายคิดถึง.... สิ่งนี้แสดงให้เห็นเลยว่ามีบางอย่างกำลังคุกรุ่น หากคุณตอบสนองผิดทางเย็นนี้คุณอาจต้องอดกินข้าวเย็นก็เป็นได้ ....

ขอออกตัวไว้ก่อนนะครับว่าบทความนี้ไม่ได้เป็นการมาเรียกร้องแทนคุณพ่อทุกๆ คน ^^ แต่อยากให้ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ลองร่วมมือกันเปลี่ยนแนวคิดเพื่อชีวิตคู่ที่ดีด้วยกันครับ

เมื่อได้รับข้อความเหล่านี้จากภรรยาสิ่งแรกที่ไม่ว่าผมหรือคุณพ่อท่านอื่นๆ มักจะทำคือ ทบทวนว่า มีอะไรที่เป็นความคาดหวังของภรรยาแต่เราไม่ได้ทำให้อย่างที่เค้าต้องการหรือไม่ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีครับที่ได้มีการสื่อสารให้กันและกันได้รู้

แต่อีกหากมองให้ลึกแล้วเราจะเห็นว่าการคิดลักษณะนี้จะเป็นไปในเชิงลบซักเล็กน้อย เพราะเป็นการตั้งต้นจากการมองว่าเราคือผู้เสียสละ  หรือมองว่าเราเสียสละอะไรไปบ้าง ซึ่งผลที่ได้จะทำให้เรามองเห็นแต่สิ่งที่เราเป็นผู้เสียสละ จนบางครั้งทำให้เรามองข้ามสิ่งที่อีกฝ่ายเป็นคนเสียสละไปอย่างน่าเสียดาย

ผมขอลองยกตัวอย่างซักหน่อย 

เช่น หากสามีใช้วิธีคิดในแบบเดียวกันนี้ เมื่อเค้ามองว่าเค้าเป็นฝ่ายเสียสละออกมาทำงานนอกบ้าน ฯลฯ จะทำให้เค้าสามารถใช้เป็นข้ออ้างได้ว่า เพราะเค้าเสียสละถึงต้องได้รับสิทธิพิเศษ ต้องได้ดื่มได้เที่ยวเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน อีกฝ่ายต้องทำงานบ้านเพื่อสนับสนุนเค้าทุกอย่าง.....ฯลฯ.....

เริ่มเห็นหรือยังครับว่าด้วยแนวคิดแบบนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกหลายอย่าง รวมไปถึงการบั่นทอนกำลังใจซึ่งกันและกัน
หลายท่านอาจคิดว่า แนวคิดแบบนี้ไม่เห็นผิดอะไร แค่อีกฝ่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็จบ แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งนี้จะจะไม่จบอยู่แค่นั้น เพราะถึงแม้ว่าสิ่งที่อีกฝ่ายปรับเปลี่ยนไปเท่าไหร่ แต่หากเรายังคงมองไม่เห็นความพยายามของเค้าอยู่เสมอ เราก็มักจะมีเรื่องที่ต้องการมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับอีกฝ่ายทำอะไรไม่เคยสำเร็จได้เลยนั้่นเองครับ

แล้วเราควรคิดแบบไหนล่ะ?
ในเรื่องเดียวกันนี้เราจะปรับซักเล็กน้อยเพื่อให้แนวคิดของเราเปลี่ยนจากด้านลบไปสู่ด้านบวกโดยเปลี่ยนเป็น

ให้เราตระหนักรู้ว่าอีกฝ่ายต้องเสียสละอะไรบ้าง คอยมองให้เห็นว่าเค้าได้เสียสละหรือทำอะไรเพื่อเราและลูกบ้างในวันนี้ 


.... อ่านแล้ว งงๆ ไหมครับ ...... 
ความหมายอีกนัยหนึ่งก็คือ แทนที่จะมองสิ่งที่เค้าไม่ได้ทำให้เรา ให้เลือกมองให้เห็นสิ่งที่เค้าได้ทำเพื่อเรานั่นเองครับสิ่งนี้ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายภรรยาที่ต้องทำนะครับ แต่ต้องเป็นทั้งคู่ที่ร่วมคิดไปด้วยกัน.... 

เมื่อเราเข้าใจและเห็นถึงความเสียสละของเค้าแล้ว จะทำให้เรามองหาแต่สิ่งที่ว่าเราจะทำอะไรเพื่อเค้าได้อีกหรือเราจะช่วยแบ่งเบาภาระของเค้าได้จากตรงไหน ....

ด้วยแนวคิดแบบนี้วันหนึ่งผมจึงรวบรวมความกล้าและพูดกับภรรยา ผมบอกกับเธอว่า....
ผมเข้าใจในสิ่งที่คนเป็นแม่ต้องเสียสละ ผมเข้าใจถึงความยากลำบากทุกๆอย่างที่คนเป็นแม่ต้องประสบพบเจอ และผมซาบซึ้งกับทุกๆ สิ่งที่คุณได้เสียสละนี้ ดังนั้นผมจึงพยายามที่จะช่วยเหลือและทำสิ่งต่างๆ ซึ่งตอนนี้อาจจะจำกัดอยู่เพียงแค่รูปแบบที่ผมทำได้ เช่น การทำงาน การแบ่งเวลา การช่วยเหลือเรื่องเล็กๆน้อยๆในบ้าน การใส่ใจในคำพูดที่ถนอมน้ำใจกัน (ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ชายที่บางครั้งคำพูดอาจฟังดูหยาบกระด้าง) หรือการลดเรื่องที่ดูเหมือนไร้สาระของผมลง แต่ผมก็จะไม่หยุดอยู่แค่เรื่องที่ผมทำได้ในตอนนี้ ผมจะพยายามทำเพื่อให้ทุกสิ่งนอกเหนือจากนี้ดีขึ้นไปอีก เพียงแต่ขอให้คุณคิดแบบเดียวกันนี้กับผมได้ไหม ....
ถ้าโชคดี ภรรยาคุณ อาจเปลี่ยนเป็นคนละคน 
แต่ถ้าโชคร้ายก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ (>,<)...........

สังเกตว่าเราต้องเข้าใจความเสียสละของเค้าก่อนครับแล้วเราก็มามองย้อนตัวเราเองแล้วพยายามทำเพื่อตอบแทนความเสียสละนั้น

ผมโชคดีครับที่ผมและภรรยาสามารถพูดคุยกันได้ในทุกๆเรื่อง ส่วนเรื่องทะเลาะกันนั้นก็มีบ้างตามประสาคู่รักที่ลิ้นกับฟันก็มีกระทบกันบ้างเป็นบางเวลา แต่สุดท้ายหากได้พูดคุยกันและคิดเห็นไปในทางเดียวกัน ก็จะช่วยให้ชีวิตคู่ราบรื่นขึ้นอีกเยอะเลยล่ะครับ

เหตุผลหลัก ที่ผมอยากเปลี่ยนแนวคิดเป็นลักษณะนี้เพราะผมกลัวว่าหากเรายังคิดแบบเดิม ผมอาจ มองไม่เห็นสิ่งที่ภรรยาหรือลูกได้เสียสละหรือทำอะไรเพื่อผม ซึ่งผมคงจะเสียใจมากหากเวลาผ่านไป 10 ปี 20 ปี หรือ 30 ปี แล้วผมถึงพึ่งมาเข้าใจถึงสิ่งนั้น ทั้งที่ผมควรจะได้ซาบซึ้งและขอบคุณเขาเหล่านั้นตั้งแต่วันที่พวกเขาได้พยายามอย่างเต็มที่และช่วยทำให้ชีวิตผมเป็นชีวิตที่มีคุณค่ามากๆ บนโลกใบนี้ เช่นการพยายามพูดคำว่า "ปะป้า" ของลูก หรือการพยามพูดคุยกับเราให้เพราะที่สุดของภรรยาทั้งที่เค้าต้องเหนื่อยจากการเลี้ยงลูกทั้งวัน .....

แนวคิดที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่มีทางที่จะสำเร็จได้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องทำอยู่ฝ่ายเดียว หากคุณพ่อหรือคุณแม่ท่านใดที่เข้ามาอ่านเจอบทความนี้และอยากจะลองนำไปใช้ ผมแนะนำว่าเริ่มจากตัวเราก่อนซักเล็กน้อยโดยการคิดถึงสิ่งที่อีกฝ่ายได้เสียสละ ลองนึกทบทวนว่าเค้าต้องสละอะไรบ้างในชีวิตเค้าเพื่อให้มีเราและครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยสักเท่าไหร่ก็ตาม พยายามมองทุกอย่างในด้านบวก ถ้าคุณทำได้แล้วจากนั้นก็ลองคุยกันถึงแนวคิดแบบนี้กับอีกฝ่ายว่าจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะลองปรับความคิดไปด้วยกัน พร้อมทั้งลองชมเค้าซักหน่อยถึงความพยายามและความเสียสละของเค้าที่เราได้มองเห็น แล้วคุณอาจจะพบว่า คุณโชคดีมากแค่ไหนที่ได้มีเค้าเป็นคู่ชีวิต ....

ขอบคุณภาพจาก http://wallpaperscraft.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น