ลูกเปลี่ยนชีวิต [ตอนที่ 3] เลี้ยงลูกเต็มเวลาดีไหม


เลี้ยงนมผงหรือนมแม่ดี?  
เลี้ยงลูกเต็มเวลาดีไหม? 

เชื่อว่าคำถามนี้มักเป็นประเด็นคำถามแรกๆที่แต่ละครอบครัวจะคำนึงถึงเมื่อรู้ว่าจะมีเจ้าสมาชิกใหม่ตัวน้อยๆเข้ามาในบ้าน สำหรับบางครอบครัวที่มีความพร้อมก็อาจตัดสินใจได้โดยไม่ยากนัก สำหรับบางครอบครัวก็อาจยังชั่งใจถึงผลดีผลเสียต่างๆอยู่ สำหรับครอบครัวไหนที่ยังไม่ค่อยแน่ใจลองอ่านแนวคิดต่างๆเหล่านี้ที่ครอบครัวผมใช้เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจก่อนก็ได้ครับ


เลี้ยงนมผงหรือนมแม่?
    • คำตอบของคำถามนี้เชื่อว่าครอบครัวส่วนใหญ่ก็คงอยากเลือกนมแม่มาเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสารอาหาร ความสัมพันธ์ของแม่กับลูกหรือความประหยัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในความเป็นจริงอาจมีสิ่งที่ทำให้เราเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ได้ อาจเพราะหน้าที่การงานหรือสุขภาพของลูกหรือแม่เอง ทางที่ดีควรเผื่อแผนสำรองไว้ในกรณีที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ได้เอาไว้ด้วยครับ เพราะจากการที่มีลูกทำให้ผมรู้ว่า แผนหรือขั้นตอนต่างๆที่เราเตรียมไว้ไม่มีทางที่จะครอบคลุมเรื่องลูกได้ 100%  เพราะเรายังไม่เคยเป็นพ่อแม่ที่ดีหรือพ่อแม่ที่เก่งที่สุดเนื่องจากเรายังไม่เคยได้แม้แต่ลองเป็นพ่อ-แม่ดูซักครั้งเลยครับ และลูกเป็นอะไรที่เราประคับประคองให้ไปในทางที่เราต้องการทั้งหมดไม่ได้ เพราะเค้ามีชีวิตจิตใจเป็นของเค้าเอง ดังนั้นสำหรับพ่อแม่มือใหม่ควรเผื่อไว้เลยว่าจะมีสิ่งที่เหนือความคาดคิดเข้ามาแน่นอน เพื่อที่เราจะตั้งรับได้และแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงทีครับ
    • สำหรับครอบครัวที่เลี้ยงด้วยนมผงเป็นหลัก สิ่งที่ควรคำนึงก็อาจจะเป็นเรื่องของการคัดเลือก ประเภท ยี่ห้อ คุณภาพหรือราคา ของนมที่จะใช้ (ซึ่งภรรยาผมคงจะได้เขียนในบทความต่อๆไปครับ... เรื่องละเอียดอ่อนอย่างการเลือกใช้สิ่งของที่จะดีต่อลูกนี่ผมสู้ภรรยาไม่ได้เลยครับ ^___^ ผู้ชาย ความคิดอาจไม่ละเอียดอ่อนเท่าไหร่) 
    • หากครอบครัวไหนที่เลือกเลี้ยงลูกด้วยนมแม่(เป็นหลัก)แล้ว คำถามต่อมาคือแล้วจะเลี้ยงนมแม่เต็มเวลาหรือทำงานไปด้วยดี ซึ่งคุณแม่ส่วนใหญ่คงล้วนที่อยากจะให้เวลากับลูกมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงมีปัจจัยมากมายที่ทำให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แบบเต็มเวลานั้นเป็นไปได้ยาก เพราะ หากมีงานประจำภรรยาอาจต้องออกจากงาน หรือ หากยังคงทำงานก็ควรต้องมีเครื่องปั๊มนม กรณีนี้เราลองเปรียบเทียบจากปริมาณการกินที่ลูกต้องได้รับต่อวัน เอาแค่ อายุ 0 - 1 ปี หากเป็นนมผงล้วน ค่านมจะอยู่ที่เฉลี่ย ราวๆเดือนละ 3,500 - 4,000 บาท ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับยี่ห้อของนมด้วย) ดังนั้นหนึ่งปี รวม 42,000 - 48,000 บาท ซึ่งครอบครัวเราเห็นว่า หากซื้อเครื่องปั้มนม สัก 6,000 - 10,000 บาท ใช้ได้ซักปีเดียวก็คุ้มเกินคุ้มแล้วกรณีไม่มีเวลาให้นมตลอดเวลา ส่วนนี้เราจึงตัดสินใจซื้อไว้ และเลี้ยงนมแม่เป็นหลัก 

    ภรรยาเลี้ยงลูกเต็มเวลาดีไหม ? 

    แน่นอนครับว่าการเลือกทางนี้จะส่งผลกระทบต่อทั้งครอบครัวโดยตรง จึงต้องพูดคุยกันให้มาก ซึ่งส่วนนี้ต้องแล้วแต่แนวคิดและภาระความจำเป็นของแต่ละครอบครัวเลยนะครับ แต่ผมอยากแชร์แนวคิดของผมให้ได้ฟังกันว่า ผมมองในด้านไหนบ้าง เผื่อมีอันไหนที่ทุกท่านนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้บ้าง... ซึ่งโดยหลักๆเราจะมองผลที่กระทบต่อ ลูก เป็นอันดับแรก จากนั้นก็เป็น ความสุข หน้าที่การงาน รายรับ รายจ่าย สังคม สุขภาพ ฯลฯ

    ทีนี้เราจึงลองมาแยกข้อดีข้อเสียเป็นกรณีไปคือ

    ข้อดีจากการเลี้ยงลูกเต็มเวลา
    • สายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ซึ่งหาที่ไหนไม่ได้ และหากเวลาผ่านไปแล้วซื้อคืนหรือทำทดแทนไม่ได้ ซึ่งข้อนี้อาจเป็นข้อเดียวสั้นๆ แต่ผมให้น้ำหนักมากที่สุดครับ
    • ลูกได้กินนมแม่มากที่สุดเท่าที่แม่จะให้ได้ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพร่างกายของลูกและลดความเสี่ยงของการแพ้นมวัว (แค่ลดความเสี่ยงนะครับ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องแพ้เหมือนกัน)
    • พัฒนาการของลูกที่เราสามารถกำกับและติดตามได้อย่างใกล้ชิด
    • ร่างกายของภรรยาได้พักฟื้นบ้าง เช่นงีบหลับตอนที่ลูกหลับได้ สุขภาพ อารมณ์ ต่างๆก็จะดีขึ้น ทำให้การเลี้ยงลูกมีประสิทธิภาพมากขึ้น พูดคุยกับลูกได้อย่างอารมณ์ดี (ถ้ามีตา-ยาย ช่วยเลี้ยงเป็นครั้งคราวก็จะลดความเครียดของภรรยาหลังคลอดได้เป็นอย่างดีครับ) ซึ่งผมให้ความสำคัญกับคุณภาพของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อแม่นี้ค่อนข้างมาก หากภรรยาเหนื่อยจากการทำงาน และต้องมาเลี้ยงลูกหลังจากกลับมาอีก นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพของภรรยาแล้ว ยังส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดระหว่างเค้ากับลูกอีกด้วย   เพราะสิ่งที่ภรรยาเราต้องเผชิญนั้นไม่ใช่เพียงแต่ภาวะด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด แต่เป็นภาวะทางด้านร่างกายและสรีระโดยตรง เหมือนกับเราโดนยาสลบถึงเราจะเป็นคนที่จิตใจแข็งแกร่งแค่ไหนก็สลบเพราะถูกทำกับร่างกายโดยตรง 
    • ไม่รู้ว่าจะมีใครคิดแบบผมหรือเปล่าคือ แค่คิดว่าภรรยาและลูกรออยู่ที่บ้าน ก็แทบไม่อยากเสียเวลากลับบ้านไปกับอย่างอื่นเลยละครับ
    ข้อเสียเสียจากการเลี้ยงลูกเต็มเวลา
    • เสียรายได้หากก่อนหน้านั้นทำงานประจำ
    • กลับไปเริ่มทำงานใหม่ยากหากต้องออกจากงานประจำ 
    • สังคมของภรรยา หากภรรยาคุณให้ความสำคัญกับสังคมของเค้าแล้ว ตัวเลือกการเลี้ยงลูกเต็มเวลาอาจทำให้ทะเลาะกันในครอบครัวได้ แต่ถ้าภรรยาคุณคิดเห็นไปในทางเดียวกันกับคุณ คือ เน้นเรื่องลูกเป็นหลักแล้ว เรื่องนี้จะง่ายที่จะตัดสินใจครับ 
    • ความเสี่ยงในชีวิตของภรรยาและครอบครัวเพิ่มขึ้น เพราะหากขาดคนหารายได้ไปหนึ่งคน การหารายได้จะตกไปอยู่ที่สามี ทำให้ครอบครัวเกิดความเสี่ยงขึ้นทันทีเพราะหากสามีเป็นอะไรไปจะไม่มีสิ่งรองรับ 
    • ภรรยาของคุณจะรู้สึกว่าไม่มั่นคงในชีวิตลึกๆตลอดเวลา (เรื่องนี้สำคัญมาก) ซึ่งอาจส่งผลต่อชีวิตคู่ได้ครับ เพราะเค้าไม่สามารถรู้ได้ว่า คุณจะจากเค้าไปหรือทิ้งเค้าไปวันไหน หากวันที่เค้าไม่มีคุณ ไม่มีหน้าที่การงาน ไม่มีเงินเก็บ ผมมองภาพออกเลยว่า ชีวิตเค้าจะลำบากมากถึงมากที่สุดครับ หลายๆคู่จึงไม่ตัดสินใจที่จะเลือกทางนี้  แต่สำหรับคนที่มีต้นทุนดีอยู่แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ประเด็นปัญหาครับ สำหรับผม ฐานะปานกลางครับ แต่เราเลือกทำในสิ่งที่ต่างออกไป คือ แทนที่ราจะตัดตัวเลือกการเลี้ยงลูกเต็มเวลานี้ออกไป แต่เราเลือกที่จะเอาความเสี่ยงนั้นมาบริหารร่วมกันให้อยู่ในจุดที่ยอมรับได้ แล้วเรื่องนี้ก็จะไม่เข้ามารบกวนจิตใจเราอีกเลยครับ โดยเราเลือกที่จะบริหารในประเด็นหลักๆดังนี้
      • คุณมีหนี้เท่าไหร่ : ประกันของคุณหรือสวัสดิการต่างๆจากที่ทำงาน เมื่อคุณจากไปต้องตกอยู่ที่ภรรยา/ลูกคุณ อย่างน้อยที่สุดรวมกันแล้วก็ไม่ควรน้อยกว่ายอดหนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ (หรือที่คิดว่าจะมี) แต่ถ้าแนวคิดของผมคิดว่าประมาณที่ 1.5 - 2.5 เท่า (และคุณยังสามารถเอาไปลดหย่อนภาษีได้ส่วนหนึ่ง) ผมมองว่า ในส่วนของสวัสดิการต่างๆนี้ ควรเป็นส่วนของการจัดการหนี้สินใหญ่ๆที่เรามีอยู่ครับ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ อะไรแบบนี้เป็นต้นครับ (แต่ก็ไม่ควรต่ำกว่า เงินที่ภรรยาของคุณและลูกจะใช้ได้ อย่างน้อย 1-2 ปี) ที่ผมไม่คิดที่จะลงทุนกับส่วนนี้มากๆ เช่น เอาทุนประกันไปเลย 10 เท่าของยอดหนี้ เพราะยอดหนี้เราจะลดลงไปเรื่อยๆครับ ดังนั้นเงินตอบแทนที่เราคิดว่าจะใช้สำหรับเคลียร์หนี้ก็จะกลายเป็นเงินที่ภรรยาสามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งสิ่งนี้ผมถือเป็นผลพลอยได้นั่นเองครับ คือจริงๆแล้วมันก็คือการลงทุนส่วนหนึ่ง แต่เราไม่ควรไปฝากความหวังกับสิ่งเหล่านี้มากจนเกินไป เพราะระยะมันยาวพอสมควร   เพราะส่วนหนี้สินหากเรายังมีชีวิตอยู่เราก็ยังพอจัดการให้มันลดน้อยลงไปเรื่อยๆได้ ดังนั้นหนี้ของเราจะค่อยๆลดลงในขณะที่ความเสี่ยงที่บริษัทประกันจะล้มละลายก็มีมากเมื่อเวลาผ่านไปมากขึ้นเรื่อย .... มันจึงกลายเป็นว่า หากอีก 20 - 30 ปี บริษัทประกันล้มละลายไปเราก็ไม่เดือดร้อนมากเพราะหนี้เราเหลือน้อยไม่ต้องพึ่งพาส่วนเงินตอบแทนจากประกันเพื่อมาชำระหนี้ ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงในการบริหารความเสี่ยงอีกทีหนึ่งครับ (ชักจะงงๆ ^o^) 
      • ค่าใช้จ่ายต่อเดือนคุณเป็นเท่าไหร่ : เช่น หากค่าใช้จ่ายต่อเดือนคุณเป็น 30,000 บาท อย่างน้อยคุณต้องมีเงินสำรองไว้ให้ภรรยาและลูกไว้ใช้จ่ายอย่างน้อย 6 -12 เดือน ซึ่งมันจะนานพอที่เค้าจะหาลู่ทางในอนาคตได้ครับ (บัญชีของภรรยานะครับ)
      • แล้วถ้าคุณทิ้งภรรยาไปมีคนไหม่ล่ะ : ใจคนยากแท้หยั่งถึง วันหนึ่งความคิดเราอาจจะเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่งเลยก็ได้ ดังนั้นเราควรมีสิ่งที่ทำให้ภรรยามั่นใจด้วยว่า เมื่อคุณทิ้งเค้าไปแล้ว เค้าต้องอยู่ได้ด้วย (เพราะประกันคุณเปลี่ยนชื่อคนรับผลประโยชน์ได้นี่นา) จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางบัญชีต้องเป็นชื่อของภรรยาคุณ
      • หากภรรยาคุณเป็นฝ่ายไปล่ะ : แน่นอนว่าในเรื่องของการหารายได้หรือดำเนินชีวิต เราที่เป็นฝ่ายที่มีหน้าที่การงาน มีช่องทางการหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นการดำรงชีวิตอยู่เราจะไม่ลำบากเท่าไหร่ครับ เราก็ยังคงมีรายได้อยู่เหมือนเดิม ซึ่งสิ่งนี้ก็จะช่วยให้เราสบายใจได้ส่วนหนึ่ง
      • คุยกันถึงโครงธุรกิจ/งาน/ความใฝ่ฝันที่ภรรยาของคุณอยากทำในอนาคต : สำหรับกิจการหรือการทำธุรกิจนี้อาจเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ในอนาคตอาจทำหรือไม่ทำก็ได้ครับ เพียงแต่ว่าการที่เราศึกษาเอาไว้ ก็เป็นสิ่งที่รองรับความเสี่ยงให้เค้าได้ค่อนข้างดี เช่น หากจำเป็นเค้าจะสามารถไปสมัครงานหรือสามารถทำกิจการอะไรได้เป็นต้น หรือเค้ามีเรื่องอะไรที่ชอบหรืออยากทำหรือเปล่า ถ้ามีก็อาจจะศึกษาไว้เหมือนงานอดิเรกครับ เพราะอีก 7 ปี นับจากลูกน้อยลืมตาดูโลก ก็จะเป็นเวลาที่ลูกน้อยของเราจะต้องไปสู่สังคมใหม่ๆอย่าง โรงเรียน หรือกิจกรรมต่างๆ ซึ่งช่วงนี้คุณภรรยาเราอาจมีเวลาว่างที่อยากทำสิ่งที่เค้าชอบหรือสิ่งที่ฝันเอาไว้ก็เป็นได้ครับ เพราะการที่เค้ามาเลี้ยงลูกเต็มเวลา หมายถึงเค้าได้ทิ้งบางสิ่งในชีวิตเค้าไปพอสมควร ซึ่งหนึ่งในนั้นอาจเป็นความชอบ ความฝัน ของเค้าก็เป็นได้ เพียงแต่เค้าอาจจะเก็บไว้ทำช้าหน่อย เพราะเรื่องลูกก็เป็นความสุขของเค้าเหมือนกัน ดังนั้นผมจึงคิดว่า เราควรสนับสนุนและช่วยให้เค้าได้ทำในสิ่งที่เค้าชอบหรือสิ่งที่เค้าใฝ่ฝันในวันหนึ่ง
      • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของภรรยา : อันนี้สำคัญนะครับ ขนาดพระพุทธเจ้ายังมีหลักพึงปฏิบัติของฆราวาสที่ครองเรือนว่า เราควรบำรุงรักษาภรรยา ศึกษาและเรียนรู้ที่จะรักษาภาวะจิตใจ ให้เกียรติและยกย่องกัน ดังนั้น เครื่องใช้เครื่องแต่งตัวต่างๆเราก็ควรให้ความสำคัญกับเค้าด้วยครับ หรือถ้าเค้าอยากซื้อของขวัญให้คุณเค้าก็ควรได้แสดงออกสิ่งนั้นครับ (เพราะเท่าที่สังเกตผมว่าผู้หญิงคงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากกว่าเราๆพอสมควร ถึงผู้ชายอย่างเราจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ความรักความชอบมันไม่ต้องมีเหตุผลหรอกจริงไหมครับ 55)  หัวข้อนี้เอาแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวจะมีคนคิดว่าผมอายุเกินเลข 5 ไปไกลแล้ว
      • ควรมีรายได้มากกว่าหนึ่งทาง (ต่างจากงานประจำของคุณ) : เพื่อว่า หากคุณไม่สามารถทำงานได้ จะได้มีรายได้ส่วนอื่นๆเข้ามาสนับสนุนด้วย เช่น จากอาชีพพนักงานบริษัท อาจไปทำสิ่งอื่นๆที่คุณถนัดหรืออาจฉีกแนวไปปลูกมะนาวเลยเป็นต้น ทั้งนี้ผมถือคติว่างานเสริม ต้องไม่เบียดเวลาครอบครัวจนเกินไป หรือต้องเป็นสิ่งที่คนในครอบครัวมาช่วยกันเป็นเหมือนกิจกรรมในครอบครัว หรือหากเป็นสิ่งที่คุณทำได้เพียงคนเดียว งานนั้นก็ไม่ควรจะดึงเอาเวลาครอบครัวไปเลย
    ผมขอย้ำนะครับ สิ่งที่เราเตรียมตัวต่างๆเหล่านี้ ผมไม่ได้สนับสนุนให้ใครเตรียมตัวเลิกกัน แต่เรากำลังพูดถึงสิ่งที่เป็นไปได้ทั้งหมดโดยปราศจากอคติ เพื่อเราจะบริหารสิ่งต่างๆเหล่านั้นให้สมดุลที่สุด
    น่าจะช่วยให้ชีวิตครอบครัวหมดความกังวลไปได้เยอะเลยนะครับ เมื่อเรื่องนอกกายต่างๆของเราถูกบริหารจนยอมรับได้แล้ว ก็เอาเวลาทั้งหมดที่มีไปใช้ในการให้ความรักความเอาใจใส่ซึ่งกันและกันดีกว่าครับ
      ข้อดีจากการที่ภรรยาไม่ได้เลี้ยงลูกเต็มเวลา (ต้องทำงานประจำ)
      • หากภรรยาของท่านไหนที่สามารถรับผิดชอบในการสต็อกน้ำนมแล้วล่ะก็ตัวเลือกนี้ดูจะเป็นทางเลือกที่เหมาะทีเดียวสำหรับครอบครัวที่ต้องคำนึงถึงเรื่องเงินเป็นเรื่องแรกๆ เพราะวิธีนี้นอกจากจะประหยัดในเรื่องของค่านมผงแล้ว ภรรยาคุณยังสามารถได้เงินจากการทำงานได้ด้วย
      • หากงานที่ภรรยาคุณทำ เป็นงานที่มีความมั่นคง สามารถทำได้ไปตลอดชีวิต ก็จะประกันความเสี่ยงของเค้าได้ส่วนหนึ่งครับ 
        ข้อเสียจากการที่ภรรยาไม่ได้เลี้ยงลูกเต็มเวลา (ต้องทำงานประจำ)
        • หากไม่สามารถสต็อคน้ำนมได้ หรือจำเป็นต้องให้นมผง เพราะน้ำนมไม่ค่อยมาเนื่องจากลูกไม่ได้ดูดอย่างสม่ำเสมอ จะมีค่าใช้จ่ายเรื่องนมผงเพิ่มเข้ามา (ภรรยาผมบอกว่า เครื่องปั๊มก็ไม่เกลี้ยงเต้าเท่าลูกดูด) 
        • หากไม่มีคนช่วยเลี้ยง ต้องจ้างพี่เลี้ยงหรือฝากลูกที่เนิร์สเซอร์รี ซึ่งค่าใช้จ่าย สำหรับเชียงใหม่ หากจ้างพี่เลี้ยงตัวต่อตัว น่าจะอยู่ที่ราวๆ 6,500 - 9,000 บาท และค่ากินอยู่กับเรา ส่วนเนิร์สเซอร์รีค่าใช้จ่ายแล้วแต่ที่ที่ฝาก โดยมีตั้งแต่ 3,500 - 15,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว 
        • กรณีที่ต้องฝากลูกกับเนิร์สเซอร์รี  สิ่งที่ตามมาคือโอกาสที่ลูกจะติดเชื้อจากเด็กคนอื่นๆ เช่น หวัด มือเท้าปาก ฯลฯ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายในการรักษาตามมา โดยเฉพาะคนที่ลางานได้เพียง 3 เดือน แล้วจำเป็นต้องฝากลูกที่เนิร์สเซอร์รีเลย อันนี้เสี่ยงมากครับ เพราะภูมิต้านทานยังน้อย ค่ารักษานี้ยังไม่เท่าไหร่ครับ แต่แค่คิดว่าลูกเจ็บป่วยไม่สบายนี่เราคงเจ็บปวดกว่าหลายเท่า ดังนั้นผมจึงคิดว่าตัวเลือกนี้จะเป็นตัวเลือกท้ายสุด หรือตัดออกจากตัวเลือกของผมเลย หากลูกอายุน้อยๆ
        • ลูกติดแพมเพิร์ส คือค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเกิดขึ้นทุกเดือนครับ หากเรายังฝึกลูกขับถ่ายเป็นเวลาไม่ได้ ซึ่งการที่ต้องส่งลูกเข้าเนิร์สเซอร์รีหลายที่มีความจำเป็นต้องให้ลูกเราใส่แพมเพิร์สครับ และส่วนมากเค้าไม่ฝึกให้เด็กขับถ่ายเป็นเวลาแบบตัวต่อตัวครับ ผมมีเพื่อนบางคน ลูกต้องใส่แพมเพิร์สถึง 2 - 3 ขวบกันเลย ซึ่งหากเราเลี้ยงเค้าเต็มเวลาได้ อาจลดค่าแพมเพิร์สลงได้ ประมาณ 1 ปี ซึ่งครอบครัวเราประมาณไว้ที่ 1,000 - 1,500 บาทต่อเดือน
        • ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกอาจหายไปบางส่วน
        • การที่ให้คนอื่นเลี้ยงลูกเรา (กรณีที่จ้างพี่เลี้ยง) เราอาจไม่ทราบนิสัยส่วนตัวของเค้ามาก่อน ซึ่งนิสัย หรือแนวคิดบางอย่างทั้งดีและไม่ดีอาจส่งไปถึงลูกเราได้ โดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้เหมือนควบคุมตัวเราเอง
        สังเกตว่าเราจะไม่มองเพียงแต่ข้อดีข้อเสียของการให้นมเต็มเวลาเพียงอย่างเดียว แต่เราจะมองข้อดีข้อเสียของการทำงานประจำไปด้วย เมื่อหักลบกันแล้ว ก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละคนแล้วล่ะครับว่า ให้น้ำหนักกับสิ่งไหนเป็นสำคัญ บางคนอาจจะเป็นเงิน บางคนอาจจะเป็นการที่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูก บางคนอาจจะเป็นสิ่งอื่นๆ อย่างไรก็ตามแต่ สิ่งที่ควรทำคือเราต้องคิดทั้งผลดีและผลเสีย ให้ครอบคลุมและตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด ซึ่งใครจะเลือกแบบไหนนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของท่านเอง สิ่งนี้มีแต่คำว่า "เหมาะ" กับ "ไม่เหมาะ" ไม่มีคำว่า "ถูก" หรือ "ผิด" 

        วิธีที่เหมาะกับครอบครัวหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกครอบครัวหนึ่ง แต่ที่ผมเขียนมานั้นเพื่อเป็นแนวทางหนึ่งสำหรับใช้ในการวิเคราะห์ความเหมาะหรือไม่เหมาะกับครอบครัวของแต่ละท่านนั่นเองครับ
        สำหรับผมสิ่งที่ผมให้ความสำคัญเรียงจากมากไปหาน้อยดังนี้ครับ
          • สุขภาพและพัฒนาการของลูก
          • ความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อแม่
          • ความเสี่ยงในชีวิต
          • การเงิน : รายรับ-จ่าย
          • สังคม
        แน่นอนครับว่า การเลี้ยงนมแม่ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก แต่หากครอบครัวไหนที่เลี้ยงนมแม่ล้วนไม่ได้ เราก็คงจะต้องมาถกกันถึงประเด็นนี้อีกที (หากเขียนในบทความนี้เกรงว่าจะยาวเกินไป) เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในเรื่องของต้นทุนโดยที่ยังคงประโยชน์ต่อลูกเรามากที่สุด (อย่างหลังนี้ดูจะสำคัญมากกว่าเรื่องต้นทุนมาก) ทั้งนี้ขอให้ทุกท่านวิเคราะห์โดยใช้พื้นฐานของครอบครัวและตัวท่านเป็นสำคัญ ในการเลือก "ทำ" หรือ "ไม่ทำ" สิ่งใด และที่สำคัญ ไม่ว่าจะตัดสินใจจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรก็ตาม ควรพูดคุยกันระหว่างสามีและภรรยาให้เข้าใจ

        นี่จะเห็นว่า เพียงเรื่องว่าจะเลี้ยงนมแม่เต็มเวลาหรือไม่ยังยาวขนาดนี้ ความจริงยังมีเรื่องอื่นอีกมากที่ผมคิดและบริหารร่วมกันในครอบครัว แต่กลัวว่าจะยาวไป เอาเป็นว่า ในครั้งต่อๆไปคงได้มาเขียนเพื่อเล่าสู่กันฟังอีกครับ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของคำพูดของผมในบทความก่อนๆที่ว่า "กิน นอน เดิน นั่ง หายใจ ก็เป็นไปเพื่อลูก"  เรียกได้ว่า เราคงต้องฝึกกันทุกลมหายใจเข้าออกกันเลยทีเดียวครับ

        ก่อนจบบทความนี้ ผมมีแนวคิดดีๆจากกระทู้พันทิปที่ภรรยาผมเคยส่งให้อ่านมาแบ่งปันให้ทุกท่านครับ พอดีผมก็อ่านไปเรื่อยๆจนสะดุดเจอคอมเมนต์หนึ่งในกระทู้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีของท่านหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องในครอบครัวก็เลยบันทึกเก็บไว้ ผมต้องขอโทษเจ้าของคำกล่าวนี้ไว้ด้วยเพราะผมจำไม่ได้ว่าเป็นคำกล่าวของใคร แต่ผมขอให้เครดิตไว้ ณ ที่นี้ ครับ


        ขอสนับสนุนให้ทุกครอบครัว รักกันดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันมากๆนะครับ เจ้าตัวน้อยของเราจะได้มีความสุขในโลกใบใหญ่ๆใบนี้


        ขอบคุณภาพจาก http://wallpaperscraft.com/