ลูก เปลี่ยนชีวิต [ตอนที่ 2]


พบกันอีกครั้งครับหลังจากที่สัญญากันไว้ใน บทความที่แล้ว  ที่ก่อนหน้านี้เราได้พูดกันถึงเรื่อง การค้นหาพื้นฐานความคิดของเรากันไปแล้ว สำหรับวันนี้เราก็จะมาเริ่มเรื่อง วิธีคิด การบริหาร ต่างๆในครอบครัวกันครับ

ผมต้องขออนุญาตก่อนคือ ผมอาจไม่ได้เรียบเรียงแนวคิดไว้เป็นหมวดหมู่นะครับว่าแนวคิดแต่ละแนวคิดเป็นเรื่องอะไร แต่ผมอาศัยว่าเรื่องอะไรที่นึกขึ้นมาก่อนและประจวบเหมาะกับเวลาว่างของผม ผมจะเขียนขึ้นมาก่อนนะครับ โดยแยกเป็นแนวคิดเป็นข้อๆไปครับ (อีกหน่อยคงมีโอกาสได้เรียบเรียงให้อ่านง่ายขึ้นนะครับ)

: ลูกควรได้เล่น-หรือใช้สิ่งของตามวัย

ที่ผมมีแนวคิดแบบนี้เพราะ ผมทำงานตั้งแต่เด็กครับ ตอนประถมผมต้องอาศัยทำงานอยู่ในร้านขายของชำของญาติที่อยู่ในตลาดเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ ที่ร้านขายของเบ็ดเตล็ดทั่วไปรวมถึงหนังสือด้วย ซึ่งการที่จะได้เล่นได้เที่ยวกับเพื่อนๆตามประสาเด็กนั้นทำได้ยากมากครับ ต้องแบ่งเวลามากๆ ตื่นประมาณตีสาม ไปโรงเรียนตอนแปดโมงนิดๆ (ไปถึงโดนทำโทษตลอดครับ) กลับจากโรงเรียนก็มาเฝ้าร้านและปิดร้านตอนสามทุ่ม เสาร์อาทิตย์เฝ้าร้าน ซึ่งเวลาในวัยเด็กผมหายไปค่อนข้างมากครับ ผมก็คิดว่าไม่อยากให้มีใครต้องเสียเวลาที่สำคัญในช่วงนั้นไปเหมือนผมอีก เพราะเด็กควรที่จะได้ศึกษา ได้สร้างประสบการณ์ต่างๆจากการเล่นของเค้าเองบ้าง ดังนั้นในวันนี้หลายครั้งที่ผมเห็นเด็กที่ต้องทำงานหนักผมมักจะภาวนาเสมอให้เค้าประสบความสำเร็จในชีวิต และให้ชีวิตเค้าไปสู่จุดที่ดีกว่านี้ และขอให้ความลำบากเหล่านี้ทำให้เค้าได้เรียนรู้ที่จะต่อสู้เพื่อเป็นผู้ใหญ่ในวันหนึ่ง นั่นคือประเด็นที่หนึ่งครับ 

ประเด็นที่สองคือ มีอยู่ครั้งหนึ่ง (อันนี้ผมอยู่มัธยมแล้วนะครับ) มีครอบครัวหนึ่งมาซื้อของที่ร้าน เด็กผู้หญิงที่เป็นลูกนั่งกับพื้นดูหนังสือระบายสีอยู่ ส่วนพ่อเค้าก็มาซื้อบุหรี่ ผมก็ขายไป แต่ก่อนที่ครอบครัวเค้าจะออกจากร้าน เด็กผู้หญิงตัวน้อยคนนั้นขอพ่อกับแม่ว่าอยากจะซื้อหนังสือภาพระบายสี (ราคาประมาณ 15 บาท) แต่สิ่งที่ผู้เป็นพ่อพูดคือ "ซื้อทำไม ! กินก็ไม่ได้ ไปซื้อหนังสือเรียนดีกว่า" ผมได้ยินแล้วปวดใจมาก ... ในขณะที่ราคาบุหรี่ในสมัยนั้นอยู่ที่ประมาณ 30 บาท ... ทุกวันนี้ผมก็ยังรู้สึกสงสารเด็กคนนั้นมากไม่เพียงแต่เค้าจะเสียโอกาสในครั้งนี้แล้ว การที่ผู้เป็นพ่อมีแนวคิดแบบนั้นและเปรียบเทียบไม่ได้ว่าอะไรสำคัญกว่าอะไร ก็จะทำให้เด็กน้อยผู้นั้นเสียโอกาสอื่นๆอีกมากในชีวิต

ในแนวคิดของผม เด็กตัวเล็กๆเค้าจะมีความต้องการตามที่ความคิดและความรู้สึกของเค้าจะไปถึง ณ วัยนั้น ดังนั้นสิ่งของอันไหนที่กระตุ้นทำให้เค้าสนใจได้ มันก็เหมาะสมกับเค้าในระดับหนึ่งแล้ว ยิ่งเป็นหนังสือด้วยแล้ว มันก็มีคุณค่าในตัวมันเอง ผมเองก็เคยอ่านการ์ตูนเล่มละ 1 บาทในสมัยนั้น (หลายท่านอาจจะไม่เคยเห็นการ์ตูนแบบนี้แล้วก็ได้ครับ) ซึ่งถ้าเทียบกับหนังสือประเภทอื่นๆ มันคงเป็นหนังสือที่มีสาระน้อยที่สุดแล้วครับ  แต่วันนี้ ผมก็ยังมีวุฒิ ดร.  (ผมไม่ขออวดอ้างนะครับ เพราะมันก็เป็นแค่คำนำหน้าชื่อ ไม่สามารถแสดงถึงความฉลาดอันใด และความสำเร็จไม่ได้วัดที่ระดับการศึกษา แต่เจตนาของผมคือต้องการเปรียบเทียบให้เห็นถึงความรับผิดชอบในการใช้ชีวิต) ซึ่ง...


คำถามก็คือ หนังสือที่ดูไร้สาระ (สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราๆ) นั้น บั่นทอนความคิดและสติปัญญาและการใช้ชีวิตของลูกหรือไม่? ... 

สำหรับผมแล้วผมเชื่อว่าหนังสือทุกเล่มล้วนมีข้อดี แม้เป็นหนังสือที่แย่ที่สุดก็ตาม อยู่ที่เราที่เป็นคนอ่านจะสามารถสกัดเอาสิ่งดีๆเหล่านี้ออกมาได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเหมือนกับในชีวิตจริง หากเราไม่สามารถหาสิ่งดีๆในสถานะการณ์ที่ร้ายๆได้ วันนี้คงไม่มี ผม หรือคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆที่ต้องประสบสิ่งต่างๆในชีวิตที่คล้ายกันกับผมอยู่ ณ ที่นี้ก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นหากเราให้คำแนะนำลูกได้ ถึงแม้วันนี้เค้าอาจจะอ่านหนังสือผิดเล่ม หรือวันที่เค้าเดินพลาดในชีวิต ต้องล้มลุกคลุกคลาน กำลังใจและคำแนะนำจากเรา ผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการเลือกเล่มหนังสือเสียอีก เพราะในชีวิตจริงเป็นไปได้ยากที่เราจะเดินไปโดยไม่ผิดพลาดเลย

แนวคิดของผมคือ ลูกจะอ่านหนังสือตามวัย เริ่มจากหนังสือที่เค้าเข้าใจง่ายอย่างหนังสือภาพระบายสี วันหนึ่งเค้าก็จะขยับมาเป็นการ์ตูนที่มีภาพ จากนั้นก็พวก นิตยสาร นิยาย หนังสือเรียน ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆอย่างการรักการอ่าน คุณไม่สามารถสร้างให้ลูกรักการอ่านด้วยการ "บังคับ" ให้เค้าอ่านหนังสือเรียนนะครับ .... แต่คุณสามารถช่วยได้คือ สร้างสภาวะที่ทำให้เค้าสนใจครับ เช่นลองพูดคุยกันเรื่องที่จะอ่านเป็นต้น และที่สำคัญ เด็กควรได้เข้าใจชีวิตในหลายด้านนอกจากการเรียน อาจด้วยประสบการณ์จากตัวเค้าเองหรือการศึกษาจากประสบการณ์ของผู้อื่น เพียงแต่เราเป็นแค่ผู้คอยแนะนำไม่ใช่ผู้ตัดสิน

สิ่งที่ผมยกตัวอย่างมาข้างต้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการอ่านหนังสือเพียงเรื่องเดียว แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า เราที่เป็นผู้ใหญ่ มักตัดสินเด็กว่าอะไรควรหรือไม่ควรด้วยความเป็นผู้ใหญ่ของเราเอง โดยลืมไปว่าวัยเด็กเราเคยเล่น เคยมีความต้องการอะไรบ้าง ผมเห็นว่าบางอย่างเราควรตั้งต้นการคิดและวางแผนจากวัยและพัฒนาการของลูกเรา แล้วค่อยหาสิ่งที่เหมาะสมกับเค้า ไม่ควรหาสิ่งที่เราต้องการให้ลูกทำหรือให้ลูกเป็น แล้วไปบังคับให้เค้าทำในสิ่งที่เราอยากให้ทำ เพราะลูกอาจไม่สามารถทำได้ในวัยนั้นๆก็เป็นได้ครับ ดังนั้นหากใครที่เห็นด้วยกับผมแล้ว สามารถฝึกตัวเราาเองให้เปลี่ยนแปลงแนวคิดเดิมๆได้โดยการหมั่นเช็คตัวเองก่อนทุกครั้งที่จะต้องตัดสินใจเลือกอะไรให้ลูก มองให้ออกว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการหรือเป็นสิ่งที่เหมาะกับเค้าจริงๆ ครับ พอเราทำบ่อยๆ ก็จะกลายเป็นธรรมชาติของเราโดยที่ไม่ต้องมาคอยเช็คอีกต่อไป...


ทิ้งท้ายกันวันนี้ 
ตั้งแต่ลูกเกิดมา ชีวิตก็เป็นของเค้าแล้ว ไม่ใช่ของเรา ที่เราจะเอาไปทำอะไรอย่างไรก็ได้ .... เพราะฉะนั้น
"เราลดบทบาทจากผู้ตัดสิน เป็นผู้แนะนำน่าจะดีกว่า"

ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะเขียนสักสองแนวคิด ... กลายเป็นว่าแค่แนวคิดแรกก็เขียนยาวเลย เอาเป็นว่าใครที่ชอบ สามารถรอติดตามแนวคิดอื่นๆได้ในบทความหน้านะครับ

ขอบคุณครับ  


ขอบคุณภาพจาก http://wallpaperscraft.com/