ลูก เปลี่ยนชีวิต [ตอนที่ 1]

ก่อนอื่น
ก็ต้องขอสวัสดีคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านที่เข้ามา ณ บ้านแห่งนี้ก่อนนะครับ หลังจากที่ภรรยาผมเขียนเรื่องราวต่างๆที่เกี่ยวกับลูกมาสักพักแล้ว วันนี้ผมจะมาแบ่งปันประสบการณ์และแนวคิดต่างๆเกี่ยวกับการบริหารครอบครัวของผมให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านได้อ่านกันบ้างครับ (บทความของผมอาจจะดูหนักไปบ้าง แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่ชอบแนวนี้เชิญทดลองอ่านกันได้เลยครับ)


สำหรับเรื่องราวที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีคิดและการบริหารชีวิตครอบครัว โดยมีลูกเป็นศูนย์กลางของความคิดของเรา หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ให้ทุกการคิดและการกระทำต่างๆของเราเป็นไปเพื่อเค้านั่นเองครับ (ไม่ได้หมายถึงการตามใจนะครับ) 


หากใครที่มีลูกแล้วก็คงได้สังเกตเห็นว่า ตั้งแต่วันที่ลูกเข้ามาในชีวิตก็ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตประจำวันของเรา หรือแม้แต่ความคิดและความรู้สึกของเราเอง หรือบางทีสิ่งต่างๆเหล่านี้อาจเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เราเริ่มคิดที่จะมีเค้าแล้วก็เป็นได้ ซึ่งสำหรับผมแล้วการที่ลูกเข้ามาในชีวิต ผมก็ได้ตั้งเป้าหมายว่า จากนี้ทุกสิ่งที่จะทำในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น กิน เดิน นอน นั่ง หรือแม้แต่หายใจ จะเป็นไปเพื่อเค้าคนนี้ครับ (จะเห็นว่าผมนี่ "ดูเยอะนะ"  555) 

คำถามก็คือ 

"แล้วจะทำได้จริงเหรอ .. แค่เห่อลูกหรือเปล่า 
... ยุ่งยากไปไหม ... ฯลฯ" 

แน่นอนครับ คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นในใจคนที่ได้ยิน หรือแม้แต่ตัวผมเอง แต่จากที่ได้ทบทวนความคิด และวิธีคิดต่างๆของผมอย่างเป็นระบบแล้วผมก็ได้เห็นว่า ผมคิดแบบนั้นจริงๆครับ และก็ยังได้เห็นคุณพ่อคุณแม่คู่อื่นๆ อีกไม่น้อยที่มีความคิดลักษณะเดียวกันนี้  ซึ่งผมโชคดีที่ได้มีโอกาสรู้จักกับครอบครัวหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มแนวคิดของการบริหารชีวิตครอบครัวของผม (ผมขออนุญาตยังไม่เอ่ยชื่อนะครับ เพราะไม่ได้ขออนุญาตเจ้าตัวครับ) ซึ่งผมต้องขอขอบคุณเอาไว้ ณ ที่นี้ครับ ที่ทำให้ผมได้เห็นครอบครัวที่น่ารัก และแนวคิดดีๆในด้านต่างๆของการใช้ชีวิตครอบครัวอย่างทุกวันนี้ และที่สำคัญคือ ทำให้ผมได้เห็นว่าแนวคิดหลายๆอย่าง ที่คนทั่วไปมองว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ครอบครัวนี้ทำให้เป็นไปได้จริงครับ 

ในวันนี้ ผมก็จะนำเอาแนวคิด การบริหารชีวิตและการกระทำด้านต่างๆ ของผมมาแบ่งปันให้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆได้ลองอ่านกันครับ 

สำหรับวิธีคิด แนวคิด การบริหารและการกระทำของผมนั้น เป็นสิ่งที่เกิดจากความคิดและประสบการณ์ของผมเอง ดังน้ันอาจมีข้อผิดพลาดหรือตกหล่นอะไรไปบ้าง หากมีสิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอื่นๆ คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลยเต็มที่นะครับ (ได้ผลยังไงเอามาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ) แต่อันไหนที่คุณพ่อคุณแม่คิดว่าไม่น่าจะดี หรือทำไม่ได้จริงๆ ก็ไม่ต้องเชื่อหรือนำไปใช้นะครับ และหากบอกกล่าวหรือแนะนำให้ผมได้ทราบถึงแนวคิดของคุณพ่อคุณแม่ที่มีต่อเรื่องที่ได้อ่านแล้วด้วยจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ 

ตอนที่ 1 : พื้นฐานของแนวคิดของผม

โดยธรรมชาติของผม ผมเป็นคนขี้สงสัยครับ ผมก็มานั่งสงสัยว่าเพราะอะไรผมถึงคิดว่า ครอบครัว มีความสำคัญต่อผม และผมถึงอยากดูแลลูกโดยยึดเอาเค้าเป็นที่ตั้ง จนผมได้มองย้อนกลับไปว่า อาจเป็นเพราะครอบครัวของผมเองที่เลี้ยงดูผมมาอย่างให้ความสำคัญกับผมก็เป็นได้ครับ จึงทำให้ผมเชื่อในพลังของครอบครัว

สำหรับตัวผม ผมรู้สึกว่าผมโชคดีมากที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจาก " แม่ " ที่เป็นผู้ที่มีเทคนิคการสอนที่ดีมากคนหนึ่งครับ

ผมเกิดมาในครอบครัวที่ดีครับแต่พ่อผมเสียตั้งแต่ผมยังอยู่ชั้นอนุบาล หลังจากที่พ่อเสียไป ผมจำเรื่องหนึ่งได้ดีจนถึงทุกวันนี้ คือ หลังจากที่พ่อเสีย ของทุกอย่างรวมทั้งบ้านก็ต้องขายทั้งหมดครับ เพราะกิจการค่อนข้างใหญ่ในสมัยนั้นและพ่อก็กู้เงินมาลงทุนค่อนข้าสูง และอีกอย่างคือแม่ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อจากพ่อได้ เนื่องจากตอนที่พ่ออยู่นั้น แม่ได้แต่ทำบัญชีครับ เป็นกิจการเกี่ยวกับเครื่องยนกลไกและเครื่องจักร ซึ่งแม่เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวและต้องสูญเสียผู้นำครอบครัวไปกระทันหัน ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีใครตั้งรับได้ทัน ทุกอย่างล้วนต้องขายขาดทุนทั้งหมด ทั้งที่กิจการเริ่มจะไปได้ดี 

หลังจากจัดการทุกอย่างแล้ว แม่ก็จะย้ายกลับไปอยู่กับยายที่อีกตำบลหนึ่ง ซึ่งข้าวของต่างๆมีรถช่วยขนไปไว้ที่บ้านยายก่อนแล้ว ระหว่างนั้น ผมเห็นหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง ผมอยากได้มาก ราคา 125 บาท ผมร้องไห้งอแงจะเอาให้ได้ ผมงอแงนานมากครับ ผมจำได้ดีเลย สุดท้ายแม่พูดว่า แม่มีเงินอยู่เท่านี้นะ หากเราซื้อเราอาจไม่มีข้าวกินนะ ลูกยังจะซื้ออยู่ไหม? ... ตอนนั้น ผมไม่ฟังอะไรเลยครับ ร้องจะเอาอย่างเดียว แม่บอกว่า งั้นแม่ซื้อให้ หากลูกตัดสินใจดีแล้ว ซึ่งตอนนั้นทั้งเนื้อทั้งตัวแม่ผมมีเงิน 120  บาท ก็ขอต่อราคาจากคนขายเอาครับ

ผมดีใจมากที่ได้สิ่งที่ต้องการมา หลังจากนั้นแม่ก็พาผมซ้อนรถมอเตอร์ไซค์กลับไปบ้านยายซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผมที่พึ่งขาย (อยู่ในตัวอำเภอ) ประมาณสิบกว่ากิโลเมตร ซึ่งแน่นอนครับยายเป็นคนช่วยเรื่องอาหารการกินในช่วงนั้นเพราะแม่แทบจะไม่เหลืออะไรติดตัวมาเลย ผมเล่นหุ่นยนต์ตัวนั้นตลอดสองวันที่มาอยู่ที่นี่ และตอนช่วงบ่ายของวันที่สองผมก็ยังเล่นมันอยู่ใต้โต๊ะไม้ข้างหน้าบ้าน แต่อยู่ๆส่ิงที่ผมไม่คาดคิดว่าจะเกิดกับผมได้ ... ซึ่งแม้แต่ผมกลับมามองตอนนี้ผมก็แปลกใจมาก ว่ามันเกิดขึ้นกับผมได้ยังไงในขณะที่ผมอยู่ในช่วงอายุนั้น 


"ผมร้องไห้และโยนหุ่นยนต์ตัวนั้นทิ้ง และผมไม่เคยแตะมันอีกเลยจนถึงทุกวันนี้" 

ผมรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของผม ผมสงสารแม่ ตอนนั้นเหมือนความคิดต่างๆจะพรั่งพรูเข้ามามากมายเหลือเกิน ความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดี การที่เราจะต้องเป็นผู้นำครอบครัว ซึ่งตอนนั้นเองที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตของผมไปตลอดกาล และเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีการสอนต่างๆของแม่ เพราะผมรู้ได้ด้วยตัวเองแล้วว่าผมโตพอที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว และนี่คือครั้งแรกที่ผมรู้จักคำว่าผู้นำครอบครัวครับ...

การที่ผมได้เข้าใจสิ่งเหล่านั้น อาจเป็นเพราะตลอดช่วงเวลานั้นผมแอบเห็นแม่ร้องไห้บ่อยครั้ง เพราะแม่ต้องเจอหลายเรื่องที่ยากลำบากในชีวิตพร้อมๆกัน แต่แม่จะไม่ร้องไห้ต่อหน้าลูกๆ ... หลายครั้ง แม่จะให้ผมกับพี่ชายกินข้าวจนอิ่มก่อน และแอบไปกินที่เหลือจากที่ผมกินที่หลังบ้าน (มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปเจอพอดี แม่บอกว่าแม่ชอบข้าวที่มันไหม้ๆหน่อยติดก้นหม้อ อร่อยดี ... ผมก็รู้ครับว่ามันไม่ใช่) และแม่ต้องทำงานหนักมาก และยังต้องเลี้ยงลูกไปด้วยทั้งสองคน ซึ่งผมกับพี่ชายห่างกันแค่ปีเดียว
(ถึงตรงนี้ผมอดที่จะกล่าวประโยคนี้ไม่ได้ ... "ผมขอเป็นกำลังใจให้ ผู้ที่เป็นซิงเกิลมัมทุกคนครับ" ด้วยความรักของคุณที่มีต่อลูก วันหนึ่งเค้าจะเข้าใจมันด้วยตัวเค้าเองครับ ... )


ด้วยอุปสรรคต่างๆในชีวิตที่ทำให้ผมต้องต่อสู้ฝ่าฟัน ทำให้ผมต้องโตเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าปกติ แต่ผมก็มีบ้างนะครับที่แอบเกเรตามประสาเด็ก แต่คำสอนของแม่ทุกครั้ง มักจะบอกว่า 


" ลูกทำได้ทุกอย่างนะ แม่ไม่ไม่บังคับ สิ่งไหนที่แม่ห็นว่าควรหรือไม่ควรนั้นแม่ก็จะบอกลูกแต่มันเป็นแค่ความคิดเห็นของแม่เอง แต่หากสิ่งไหนที่ลูกเลือกที่จะทำหรือไม่ทำแล้ว ลูกต้องรับผิดชอบในการตัดสินใจของตัวเราเองด้วยเช่นกัน "

จริงๆแล้วมันไม่ใช่การที่แม่กำลังสอนผมอยู่ .... แต่สิ่งที่แม่ให้ก็คือ ให้ผมได้รู้จักสอนตัวเอง.... ซึ่งมันทำให้ผมกลับมายืนอยู่จุดที่ควรเป็นในทุกๆครั้ง ... ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก เพราะไม่มีการปิดกั้นใดๆในครอบครัว รวมทั้งยังให้เราเป็นคนที่รู้จักรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการกระทำต่างๆของเรา และที่สำคัญมันทำให้เราต้องคิดก่อนที่จะลงมือทำเสมอครับ เพราะแม่ให้ความไว้วางใจในตัวเรา เราจึงต้องรักษาสิ่งนั้นไว้ 

ด้วยสิ่งเหล่านี้เองทำให้ผมยึดเอาครอบครัวเป็นที่ตั้งในทุกๆเรื่อง และเป็นแนวคิดหนึ่งที่ผมจะส่งต่อไปยังลูกสาวของผมเช่นกัน

สำหรับตอนที่ 1 นี้ป็นเรื่องราวของผมซะส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่ผมต้องการสื่อก็คือ อยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านได้กลับมาทบทวนตัวเราเองแบบที่ผมทำ ก่อนที่เราจะเริ่มเรื่องอื่นๆต่อครับ ลองพิจารณาถึงพื้นฐานความคิดของเราเองว่าเป็นมาอย่างไร เหตุไหนที่ทำให้เรามองสิ่งต่างๆรอบตัวเราแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพื่อที่จะมองให้ออกว่าความคิดด้านใดของเราบ้างที่ได้รับอิทธิพลมาจากการเลี้ยงดูในสมัยเด็ก  เพื่อที่จะได้ค้นหาแนวคิดที่ดีที่จะนำมาใช้กับลูก ส่วนแนวคิดที่ไม่ดีนั้นเราจะพยายามตัดออกไป ไม่ทำให้เกิดวงจรที่ไม่ดีส่งต่อไปยังลูกของเรากันครับ

ผมขอยกตัวอย่างนะครับ เช่น วันนี้เราตวาดลูกทุกครั้งเวลาลูกร้องไห้ อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนพ่อแม่ของเราก็ตวาดเราบ่อยครั้งหรือไม่อย่างไร เป็นต้นครับ เพื่อที่เราจะได้เห็นว่าอันไหนที่เป็นความคิดของเราที่เป็นด้านลบที่ได้มาจากการเลี้ยงดูจนเราโตขึ้น จะได้ไม่นำความคิดเหล่านั้นมาตัดสินความคิดความรู้สึกที่จะให้แก่ลูกของเรา เพราะผมเชื่อว่า สิ่งที่เป็นพื้นฐานความคิดของคนเรามากที่สุดเป็นผลมาจาการเลี้ยงดูและประสบการณ์ต่างๆในชีวิตที่ได้ผ่านมาครับ ดังนั้นเราถึงต้องมาวิเคราะห์เจ้าสิ่งนี้ให้ละเอียดหน่อย
ทั้งนี้เพื่อให้แนวคิดและการกระทำของเราต่างๆต่อไปจากนี้ ไม่ขึ้นอยู่กับอดีตที่เลวร้ายนั้นเองครับ 

สำหรับท่านที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ได้ ผมมีความเชื่อนะครับว่าท่านมีความปราถนาที่จะให้สิ่งดีๆต่างๆแก่ลูกของท่าน ซึ่งผมขอแสดงความยินดีต่อลูกของท่านด้วยนะครับ ซึ่งตอนที่สอง ก็จะถึงเรื่องแนวคิดต่างๆของผมเสียทีครับ 

สำหรับวันนี้ผมขอจบบทความนี้ด้วยคำถามข้างล่างนี้ก็แล้วกันครับ


" แล้วพื้นฐานความคิดของคุณล่ะ มาจากอะไร มีส่วนไหนที่อยากจะถ่ายทอดให้ลูกบ้าง หรือมีส่วนไหนที่ไม่ควรถ่ายทอดให้ลูกบ้าง? "

ขอบคุณทุกท่านที่สละเวลาอันมีค่าเพื่ออ่านบทความของผมนะครับ พบกันใหม่ในบทความหน้าครับ


>> รวมบทความเรื่อง ลูกเปลี่ยนชีวิต
ขอบคุณภาพจาก http://wallpaperscraft.com/