อยากมีลูก ... แต่ เอ... ค่าใช้จ่ายจะมีอะไรบ้างนะ


สำหรับคุณแม่มือใหม่บางท่าน หรือ เพื่อนๆคนไหนที่กำลังวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อย แต่ก็กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ลองอ่านบทความนี้ดูเป็นแนวทางได้นะคะ
เราจะพยายามเขียนให้ครอบคลุมที่สุด (อาจจะยาวหน่อยนะคะ) เพราะหากเราวางแผนให้ดีแล้ว เพื่อนๆอาจเห็นได้ว่า การมีลูกไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอย่างที่คิด บางท่านอาจรอให้ชีวิตมีพร้อมทุกอย่าง ซึ่งหากถึงตอนนั้น บางทีการมีลูกอาจเป็นเรื่องยากไปเสียแล้ว และค่าใช้จ่ายอาจมากขึ้นไปอีกหากต้องพึ่งพาหมอ ซึ่งบางท่านอาจไม่สำเร็จเลยก็เป็นได้ แต่ก็นั่นแหละค่ะถึงแม้ว่าวันนี้เราอาจจะยังไม่พร้อม ยังกังวล หรือไม่แน่ใจนัก การวางแผนให้ครอบคลุมจึงเป็นสิ่งที่ดี ที่จะจะช่วยให้เราสามารถดูแลลูกได้ดี แม้เราจะมีทรัพยากรอย่างจำกัดได้
จากประสบการณ์ของเราเองเราพบว่า สิ่งของต่างๆที่เกี่ยวกับลูกที่มีขายตามท้องตลาดนั้น ของดีก็ไม่ได้แพงเสมอไป และของแพงก็ไม่ได้ดีเสมอไป  ดังนั้นหากเราศึกษาก่อนที่จะซื้อ นอกจากจะประหยัดแล้วเรายังได้ของที่ดีที่สุดต่อลูกและเราอีกด้วยค่ะ ถ้างั้นเรามาเริ่มกันเลยนะคะ
ค่าใช้จ่ายหลักๆที่ควรคำนึงถึง
  1. ค่าคลอด : ซึ่งแล้วแต่ว่าคุณแม่แต่ละท่านคลอดที่โรงพยาบาลไหน หากเป็นโรงพยาบาลของรัฐ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะไม่มาก อาจจะอยู่ที่ระหว่าง 5,000 - 20,000 บาท แต่หากเป็นเอกชน (ในเชียงใหม่) ก็จะมีตั้งแต่ 25,000 บาทไปจนปริ่มๆหลักแสน ซึ่งหากคลอดธรรมชาติก็จะถูกกว่าการผ่าคลอดอยู่พอสมควรค่ะ ซึ่งคุณแม่ท่านไหนที่อยากคลอดเอกชนแต่ไม่แพงมาก เราว่าที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ ค่อนข้างคุ้มค่าทีเดียวค่ะ งบไม่น่าจะบานปลายเกิน 40,000 บาทค่ะ (รวมฝากพิเศษแล้ว) และยังมีคุณหมอที่เป็นที่ยอมรับอยู่หลายท่าน อีกทั้งเครื่องไม้เครื่องมือค่อนข้างพร้อมค่ะ
    [ข้อนี้ เราประมาณให้ ว่าเป็น 40,000 บาทแล้วกันนะคะ]
  2. ข้าวของเครื่องใช้ในการเลี้ยงดู :
    1. ขวดนม  : หากขวดที่มียี่ห้อ หน่อย ก็จะประมาณ ขวดละ 200 บาทขึ้นไป ซึ่งจะใช้ ประมาณ 3 - 4 ขวด เป็นอย่างน้อย  กรณีที่มีการเสริมนมผงนะคะ (ถ้ามีเยอะหน่อยก็จะดีมากๆนะคะ เพราะถึงเวลาจริงๆ เราอาจไม่มีเวลามาล้างขวดนมเลยนะคะ ในช่วง 1-2 เดือนแรก) ส่วนคุณแม่ที่ให้นมแม่ล้วน โดยปกติแล้วจะแนะนำให้ป้อนจากแก้วป้อนมากกว่าค่ะ เพราะลูกจะไม่ติดขวดจนไม่ยอมดูดเต้าค่ะ (แต่ก็ควรมีขวดนมเตรียมไว้บ้างเช่นกันค่ะ เช่น ป้อนแก้วแล้วลูกสำลักเป็นต้น) และเท่าที่ได้ลองใช้ขวดนมหลายๆยี่ห้อ สำหรับขวดที่ออกแบบให้ลดอาการท้องอืดในทารกนี้ใช้แล้วค่อนข้างดี เราพบว่าน้องจะไม่มีอาการท้องอืดหรือเกิดโคลิคเลยล่ะคะ ส่วนนี้แทบจะไม่มีปัญหาในลูกเราเลย (หรือลูกเราไม่เป็นเองก็ไม่รู้ ฮา...) ซึ่งหากคุณแม่ท่านไหนไม่สามารถซื้อหามาใช้ได้จริงๆ เราแนะนำว่าให้จับน้องเรอทุกครั้งหลังกินนมเสร็จค่ะ เค้าจะสบายตัวและหลับได้ยาว ... สงสารเค้านะคะหากท้องอืดนอนบิดไปบิดมาร้องไห้ เพราะลูกก็ไม่รู้จะทำยังไง ซึ่งทางที่ดีเราป้องกันไว้ก่อนดีกว่าค่ะ
      เรื่องขวดนมนี้เราจะมารีวิวให้คุณแม่ทุกท่านอ่านอีกทีนะคะ 
      [ประมาณ 300 x 4 = 1,200 บาท]
    2. ผ้าอ้อม : ส่วนนี้ก็จะมีผ้าอ้อมหลากหลายแบบค่ะ ทั้งเนื้อผ้าฝ้าย เนื้อผ้าสาลู หรือ เนื้อผ้าสำลี ซึ่งเดี๋ยวเราจะมารีวิวให้อีกทีนะคะ ว่าแตกต่างกันยังไงและใช้ขนาดไหนบ้าง แต่ละอันก็จะมีราคาแตกต่างกันไป และหากเป็นผ้าอ้อมที่มียี่ห้อก็จะแพงขึ้นมากนะคะ อาจมีราคาเป็น 2-3 เท่าของที่ขายกันอยู่ทั่วไป ซึ่งสิ่งที่แตกต่างกันก็คือลายผ้าค่ะ สำหรับคุณแม่ที่ไม่ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป (ที่เรามักเรียกกันติดปากว่า แพมเพิร์ส) ก็คงต้องเตรียมในส่วนนี้มากหน่อยค่ะ และไม่ควรทิ้งผ้าอ้อมไว้นานๆหากมีอึลูกเพราะจะทำให้ซักยากเปลืองเวลาค่ะ ส่วนคุณแม่ที่ใช้แพมเพิร์สสลับบ้าง ก็ เตรียมไม่ต้องเยอะค่ะ ไม่งั้นจะกลายไปเป็นผ้าอเนกประสงค์ซะเยอะ ^_^
      [ประมาณ 1,000 - 2,000 บาท]
    3. สบู่เด็ก น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างขวดนม แป้ง และของจิปาฐะอื่นๆ: ของพวกนี้จะไม่แพงมากและใช้ไม่ค่อยเปลืองค่ะ สำหรับแป้ง เราแนะนำว่าใช้แป้งน้ำสำหรับเด็กก็จะดีนะคะ เพราะจะไม่ทำให้เกิดการกระตุ้นภูมิแพ้ในลูก ราคาก็แพงขึ้นกว่าแป้งฝุ่นไม่มากค่ะ เราว่าคุ้มทีเดียวหากแลกกับการเสี่ยงการเกิดภูมิแพ้ แต่สำหรับเด็กโต ก็สามารถใช้แป้งผงสลับได้แล้วค่ะ และของบางอย่างใช้ได้ 3-4 เดือนเลยค่ะกว่าจะหมด
      [ประมาณ 1,000 - 2,000 บาท]
    4. ผ้าอ้อมสำเร็จรูป (แพมเพิร์ส) :  หากคุณแม่เลี้ยงลูกแล้วใช้แพมเพิร์สแล้วลูกไม่เกิดอาการแพ้ เราก็แนะนำว่าช่วงเดือนแรกๆ และช่วงนอนยาวของลูกใช้ แพมเพิร์สสลับกับการใช้ผ้าอ้อมก็จะดีกว่าใช้ผ้าอ้อมอย่างเดียวค่ะ เพราะลูกจะนอนได้ยาว ไม่ตื่นบ่อยและหงุดหงิดง่าย ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการของเค้าค่ะ เพราะลูกในช่วง 1-2 เดือนแรก จะมีรอบของการดูดนมบ่อยมาก ดังนั้นหากช่วงเค้าหลับก็ควรให้เค้าได้หลับสนิทมากที่สุดค่ะ แต่ก็ควรหมั่นเช็คและเปลี่ยนด้วยนะคะ ไม่งั้นอาจทำให้ลูกระคายเคืองได้ค่ะ ซึ่งยี่ห้อที่มักไม่ค่อยแพ้กัน ก็จะเป็น มามีโปโกะ (ซึมซับได้ค่อนข้างมาก) และ Goon ซึ่ง Goon นี่ จะราคาถูกว่า แต่เราว่าเนื้อผ้านุ่มสบายกว่า มามีโปโกะ เล็กน้อย แต่อาจซึมซับได้น้อยกว่านิดหนึ่ง (แต่เราชอบค่ะ เพราะเราเปลี่ยนบ่อย ยิ่งช่วงแรกๆลูกทั้งอึทั้งฉี่ เปลี่ยนวันหนึ่ง 6- 7 อันได้ค่ะ เพราะอึนี่ต้องเปลี่ยนเลยนะคะไม่ควรทิ้งไว้)
      ซึ่งราคาปกติ แพมเพิร์สจะตกอันละประมาณ 4-9 บาทแล้วแต่ยี่ห้อและไซส์ค่ะ
      [ประมาณ 1,000 - 2,000 บาท / เดือน (กรณีใช้ตลอด 24 ชม.)]
    5. นมผง : กรณีที่เลี้ยงนมผงล้วน หากคุณแม่ไม่มีน้ำนมหรือมีความจำเป็นอื่นที่ให้นมลูกไม่ได้ ค่าใช้จ่ายด้านนี้จะค่อนข้างสูงทีเดียวค่ะ เพราะสำหรับเด็ก 1-4 เดือน จะกินประมาณ 4-8 ออนส์ ต่อมื้อ วันละ 5-6 มื้อค่ะ ซึ่งกระป๋อง 400 กรัม (ราคาประมาณ 300 - 400 บาท) จะอยู่ได้แค่ 3-5 วัน เราจึงสนับสนุนให้คุณแม่เลี้ยงด้วยนมแม่ก่อนนะคะ ส่วนนมผงจะใช้ก็ตอนมีความจำเป็น เช่นกรณีที่ลูกตัวเหลืองหรือคุณแม่รับประทานยาที่ไม่สามารถให้นมบุตรในขณะที่ใช้ยานั้นอยู่ได้ เป็นต้นค่ะ และหากลูกแพ้นมวัวแล้วล่ะก็ คุณแม่จะต้องเปลี่ยนสูตรนมซึ่งอาจเป็นนมถั่วเหลืองไปจนถึงนมที่ย่อยโปรตีนให้โมเลกุลเล็กลง ก็จะแพงขึ้นไปอีกค่ะ ซึ่งกระป๋องหนึ่งราคาอาจไปที่ 1,500 บาทเลย 
      ดังนั้นสุขภาพคุณแม่นี้สำคัญนะคะ ดูแลตัวเองเพื่อให้น้ำนมเพียงพอสำหรับลูก ก็จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆค่ะ สำหรับคุณแม่ที่น้ำนมมาน้อย เราจะมาเขียนวิธีการเพิ่มน้ำนมที่เราศึกษามาให้อ่านกันนะคะ รอติดตามกันได้จ้า
      [ประมาณ 4,000 - 6,000 บาท / เดือน]
    6. เบาะนอน / เตียงนอน : เรื่องเตียงนอนนี้ ขึ้นอยู่กับว่า คุณแม่ต้องการแบบไหน แบบเพเพล ที่โยกได้ แบบเป็นผ้า หรือเป็นเตียงไม้ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ 3,500 - 15,000 ค่ะ หากอยากได้ที่เป็นไม้แต่ราคาไม่แพง เท่าที่เห็นในตลาดจะมีของ camera ค่ะ ราคาช่วงลดจะประมาณ 7,000 บาท ส่วนเบาะนอน เท่าที่เราศึกษามา ยี่ห้อ DS จะค่อนข้างดีกว่ายี่ห้ออื่นๆในท้องตลาด ราคาประมาณ 1,500 บาท แต่หากใครพอมีงบจะขยับไปเป็นที่นอนยางพาราก็จะช่วยให้น้องหลับได้ยาวขึ้นค่ะ
    7. เสื้อผ้า ถุงมือ ถุงเท้า : ส่วนนี้แล้วแต่คุณแม่เลยค่ะว่าต้องการแบบไหน ราคาก็มีตั้งแต่ถูกไปจนถึงแพงมากๆเลยค่ะ ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ซึ่งในส่วนนี้จะไม่ค่อยเปลืองมาก ที่สำคัญมักมีคนซื้อมาเป็นของฝากค่ะ และช่วงแรกน้องจะโตเร็ว คุณแม่ไม่ต้องซื้อตุนไว้หลายชุดนะคะ ไปซื้อไซส์ 4 - 6 เดือน ขึ้นไปดีกว่าค่ะ 
    8. ครื่องปั๊มนม : กรณีที่คุณแม่ทำงานประจำ เครื่องปั๊มนมนี่จะถือว่าสำคัญมากเลยนะคะ ถึงจะอันละ 1 หมื่นบาท ก็ยังคุ้มเลยค่ะ เพราะหากลูกไม่ได้กินนมแม่แต่กินนมผงแทน แค่ 2 เดือนก็เสียเงินค่านมผง หนึ่งหมื่นบาท เป็นอย่างต่ำแล้วค่ะ แต่หากเราใช้เครื่องปั๊มนม คอยสต็อคน้ำนมไว้ให้ลูก ก็จะช่วยประหยัดได้ และที่สำคัญนมแม่มีสารอาหารมากมายและช่วยให้ลูกมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติอีกด้วย
      โดยปกติเครื่องปั๊มนมจะมีทั้งแบบที่ต้องออกแรงใช้มือปั๊มและแบบปั๊มไฟฟ้า ซึ่งจากการทดลองใช้มา เราว่าคุณแม่เพิ่มเงินอีกนิดได้เครื่องปั๊มไฟฟ้าไปเลยจะดีกว่านะคะ เพราะปั๊มมือจะไม่นิ่งจะทำให้เจ็บทั้งมือและนมค่ะ จนพาลทำให้คุณแม่ท้อในการให้นมลูกด้วยนมแม่ได้ (คือช่วงแรกคลอด คุณแม่อย่างเราๆนี้จะอารมณ์อ่อนไหวเป็นพิเศษ ดังนั้นก็ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าค่ะ) สำหรับเครื่องปั๊มนมที่มีขายอยู่ทั่วไปนั้น มีหลายราคาค่ะ หากเป็นปั๊มโดยใช้มือ ก็อยู่ที่ราวๆ 1,500 - 3,000 บาทค่ะ ส่วนปั๊มไฟฟ้า ก็จะมีทั้งแบบปั๊มข้างเดียวและปั๊มคู่ ซึ่งปั๊มคู่จะแพงกว่าพอสมควร ซึ่งราคาสำหรับปั๊มไฟฟ้าจะอยู่ที่ ราวๆ 3,000 - 20,000 บาทเลยค่ะ เอาไว้เราจะมารีวิวรุ่นที่เราใช้อยู่ให้ดูนะคะ และก็จะมาเล่าถึงยี่ห้ออื่นๆที่เราศึกษามาเพื่อเป็นข้อมูลให้คุณแม่ทุกท่านค่ะ
      [เราตีให้ไว้กลางๆนะคะ ประมาณ 4,000 - 8,000 บาท]
  3. อื่นๆ (ซึ่งหมวดนี้ขึ้นกับคุณแม่แต่ละท่าน ว่าให้น้ำหนักความสำคัญในด้านไหนบ้างค่ะ)
    ทีมาของภาพ http://gailvazoxlade.com/othervoices/baby-on-a-budget/
    1. คาร์ซีท : เจ้าคาร์ซีทนี้ราคามีอยู่ตั้งแต่ 3,000 - 25,000 ค่ะ ซึ่ง ขึ้นอยู่กับ จำนวนขวบปีของลูกที่ใช้ได้ และยี่ห้อเป็นสำคัญค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่ชอบพาน้องเที่ยว เราคิดว่าควรมีติดรถไว้นะคะ
    2. รถเข็นเด็ก : ตอนช่วงแรกยังไม่ต้องลงทุนซื้อก็ได้ค่ะ จะได้เอาเงินไปซื้ออย่างอื่นก่อน รอให้น้องโตอีกนิด ซัก 3-4 เดือนขึ้นไปก่อนค่อยซื้อก็ยังได้ค่ะ เพราะตอนนั้นน้องเริ่มแข็งแรงและออกไปไหนมาไหนกับเราบ่อยๆได้แล้ว (และตัวโตขึ้นจนอุ้มนานๆไม่ไหว ^_^) รถเข็นนี้มีตั้งแต่ราคา 2,000 - 20,000 เลยค่ะ
    3. เครื่องนึ่งขวดนม : ส่วนนี้ หากคุณแม่ท่านไหนไม่ได้ซื้อ ก็อาจใช้วิธีการลวกน้ำร้อนก็ได้ค่ะ แต่หากซื้อ ก็ซื้อที่มีสามารถอบแห้งในตัวก็จะสะดวกมากขึ้นค่ะ กดปุ่มทีเดียวจบก็จะมีเวลาไปเล่นกับลูกมากขึ้นค่ะ ราคาประมาณ 2,000 - 6,000 บาท
    4. ของเล่นโมบาย : ส่วนนี้คุณแม่จะซื้อหรือ DIY ก็ได้ทั้งนั้นค่ะ ซึ่งที่มีขายทั่วไปก็ราคาไม่แพง
    5. มุ้งครอบ : อันนี้ราคาไม่แพงค่ะ แต่สำหรับใครที่มีบ้านที่มิดชิด ไม่มีมดแมลงต่างๆรบกวนก็ตัดข้อนี้ออกได้เช่นกันค่ะ ราคาก็มีตั้งแต่ 200 - 1,500 บาท
    6. เบาะรองให้นม : สำหรับสิ่งนี้เราว่ามีก็ช่วยให้สะดวกมาก เพราะคุณแม่จะเหลือมืออีกข้างไว้ทำอย่างอื่นได้ และลูกจะอยู่ในท่านอนที่ไม่คุดคู้จนเกินไป จะช่วยให้เราให้นมได้นานขึ้นโดยที่ไม่ปวดหลังหรือเอว ลองคิดดูนะคะ นั่งอยู่ท่าเดิม ให้ลูกดูดข้างละ 45 นาที และ ทำแบบนี้ทุก 2-3 ชม.ในช่วงเดือนแรก ที่สำคัญช่วงแรกเราจะเจ็บแผลนะคะ ถ้ามีตัวช่วยจะดีมากค่ะ ถ้าเราผ่อนคลาย การให้นมก็จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
      โดยสำหรับเบาะที่มียี่ห้อหน่อยจะออกแบบมาได้ค่อนข้างดีกว่าที่เย็บขายกันทั่วไปพอสมควรนะคะ เราได้ทดลองใช้หลายแบบ ทั้งที่ตอนที่อยู่ รพ. และซื้อมาใช้เอง เราเห็นว่า แบบที่เป็นหมอนยาวๆ เอามาขดๆพันรอบตัวเราเรียกทั่วไปว่าหมอนอุ้มรัก จะไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ค่ะ และท่านอนลูกจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ( ไม่มีเจตนาโจมตีสินค้าใดๆนะคะ อันนี้คือความเห็นส่วนตัว) เราแนะนำว่า ซื้อแบบที่สวมเอวดีกว่าค่ะ สะดวก พกพาได้ง่าย และจัดท่าทางลูกได้ดี ทำให้การเอาลูกเข้าเต้าเป็นเรื่องง่ายไปเลยค่ะ เค้าก็ดูดได้ดี เพราะไม่เกร็งทั้งแม่และลูก
      [ประมาณ 500 - 2,500 บาท]
    7. เนอร์สเซอรี่ : หากคุณแม่ท่านไหนที่ต้องทำงานประจำและลางานได้เพียงสามเดือนแล้วล่ะก็ เดือนที่สี่ อาจต้องฝากลูกไว้กับ เนอร์สเซอรี่ ก็จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาค่ะ ซึ่งมีตั้งแต่ 3,000 - 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งมีมากมายหลายที่ค่ะ ซึ่งหากให้เราแนะนำเรื่องนี้เราขอแนะนำว่า ให้ลูกอยู่กับเราให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนค่ะ หรือ หากมีคนช่วยเลี้ยงก็จะดี เพราะหากลูกยังเล็กและไปอยู่ร่วมกันหลายๆคน จะมีโอกาสไม่สบายค่อนข้างสูง ซึ่งอาจจะทำให้มีค่าใช้จ่ายมากกว่าการเลี้ยงเองก็เป็นได้ค่ะ
      ข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ : เท่าที่สอบถามเพื่อนเรามา หากคุณแม่คนไหนที่วางแผนว่าจะฝากน้องไว้กับ เนอร์สเซอรี่ของคณะพยาบาล โรงพยาบาลสวนดอก ให้คุณแม่เข้าไปติดต่อตั้งแต่เนิ่นๆนะคะ เพราะคิวจะยาวมากค่ะ (จองกัน ข้าม 3-4 เดือนเลย) 
    8. ค่าวัคซีน : โดยปกติ ค่าวัคซีนที่โรงพยาบาลเอกชนจะแพงกว่าที่อื่นพอสมควร ดังนั้นจึงมีคุณแม่หลายๆท่าน ไปฉีดที่คลีนิคก็จะลดค่าใช้จ่ายไปได้เล็กน้อยค่ะ ซึ่งวัคซีนพื้นฐานที่จะฉีด ก็จะมี (อันนี้อิงตามราคา รพ.เอกชนนะคะ ส่วน รพ.รัฐ ถูกกว่ามากค่ะ)
      - ตอนน้องครบ 2 เดือน (2,000 - 4,000 บาท)
      - ตอนน้องครบ 4 เดือน (2,500  บาท)
      - ตอนน้องครบ 6 เดือน (XXX บาท) เดี๋ยวเรามาอัพเดทราคาที่แน่นอนอีกทีนะคะ
      - ตอนน้องครบ 9 เดือน (XXX บาท)

      [เฉลี่ยเดือนละประมาณ 1,500 - 2,000 บาท] 
จะเห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายหลักๆก็จะเป็ค่าคลอดลูกค่ะ ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆนั้นก็ต้องแล้วแต่คุณแม่แต่ละคนจะให้ความสำคัญในส่วนไหนบ้าง แต่การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะประหยัดที่สุดค่ะ และจะคงค่าใช้จ่ายตามที่ได้เขียนไว้นี้ไปจนถึงลูกได้ขวบปีแรกเลยค่ะ มักไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆเพิ่มมาแล้วหากคุณแม่เลี้ยงน้องเอง (ทั้งนี้เราพยายามประมาณไม่ให้น้อยเกินไป เพื่อที่คุณแม่จะได้เตรียมพร้อมเอาไว้นะคะ)

ซึ่งสรุปได้ว่าค่าใช้จ่ายหลักๆจะมีสองส่วนคือ


  • จ่ายครั้งเดียว ค่าคลอด + ขวดนม + ผ้าอ้อม + เบาะนอน + เครื่องปั๊มนม = 40,000 + 1,200 + 1,000 + 1,500 + 4,000 = 47,000 บาท  รวมๆก็ประมาณ 5 หมื่นบาทค่ะ
  • ค่าใช้จ่ายรายเดือน
    • สำหรับผู้เลี้ยงนมแม่และเลี้ยงเอง :  แพมเพิร์ส + ค่าวัคซีน + จิปาฐะ = 1,500+ 1,500+ 1,000 = 4,000 บาท
    • สำหรับแม่ที่เลี้ยงนมชงและเลี้ยงเอง  แพมเพิร์ส + ค่าวัคซีน + จิปาฐะ + นมผง = 1,500+ 1,500+ 1,000 + 4,000 = 8,000 บาท
    • หากท่านใดที่ต้องฝากเนิร์สเซอรี บวกเพิ่มอีกประมาณ 3,500 บาท แล้วกันนะคะ
จะเห็นว่า หากคลอดน้องแล้ว ถ้าคุณแม่เลี้ยงเองด้วยนมแม่ ขอแค่มี รายได้กันไว้ให้ลูกประมาณเดือนละ 4,000 - 5,000 บาทก็เพียงพอแล้วล่ะค่ะ

ดังนั้น ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่คลอดจนถึง 4 เดือนแรก ประมาณ


  • ถ้าคลอดโรงพยาบาลรัฐ ควรเตรียมไว้ประมาณ  20,000 - 30,000 บาท ขึ้นไป
  • ถ้าคลอดโรงพยาบาลเอกชน ควรเตรียมไว้ประมาณ  60,000 - 80,000 บาท ขึ้นไป
ท้ายนี้เรามีสิ่งที่เราอยากแนะนำคือ ในช่วงแรกๆ คุณแม่จะต้องใช้เวลาไปกับลูกมากๆ คือแทบจะเรียกได้ว่าชีวิตมีอยู่สองอย่างคือ ลูก กับ หลับ เท่านั้นเลยล่ะค่ะ ดังนั้นหากคุณแม่ท่านไหนที่ไม่มีคนช่วยเลี้ยง เราแนะนำว่าหากเครื่องมืออะไรที่ไม่แพงมากจนเกินไปสามารถซื้อหามาได้แล้วช่วยอำนวยความสะดวกให้เรา ก็หามาใช้ดีกว่านะคะ เพราะการพักผ่อนของคุณแม่สำคัญมากๆ หากไม่มีน้ำนมหรือเกิดเจ็บป่วย แล้วค่าใช้จ่ายอื่นๆจะตามมาเยอะกว่านะคะ  หากมีอะไรเพิ่มเติมเราจะมาอัพเดทให้นะคะ


ขอบคุณภาพจาก http://wallpaperscraft.com/