รีวิว คลอดที่เชียงใหม่ราม (คุณหมอ ปวเรศร์) [ตอน 2]




สวัสดีเพื่อนๆคุณแม่ที่น่ารักทุกคนค่ะ .. จากที่สัญญากันไว้ในบทความก่อนหน้านี้ (รีวิว คลอดที่เชียงใหม่ราม (คุณหมอ ปวเรศร์) [ตอน 1]) วันนี้เราจะมาเขียนต่อจากครั้งที่แล้วให้เพื่อนๆได้อ่านกันต่อนะคะ ( จากที่เขียนบทความครั้งก่อนตอนนั้นน้องยังอยู่ในท้อง 29 สัปดาห์อยู่เลยค่ะ เผลอนิดเดียว ออกมาอ้อนแม่อยู่ข้างๆนี่แล้ว)
คำถามของการฝากท้องคุณแม่ส่วนใหญ่จะสงสัยกันคือ ฝากท้องต้องฝากพิเศษไหมต้องใส่ซองเท่าไหร่ เราจะมาแนะนำค่ะ คือ
การฝากที่โรงพยาบาลเอกชนจะไม่มีการใส่ซองเพื่อฝากพิเศษใดๆนะคะ ตอนแรกเราไปเจอคุณหมอ ก็ถามคุณหมอว่าเราฝากพิเศษกับคุณหมอได้ไหม หมอเปาก็ตอบว่า "ไม่ต้องห่วงดูแลให้อยู่แล้วครับ" คือตอนนั้นเราไม่ค่อยรู้เรื่องพวกเลยค่ะ ก็เคยได้ยินเรื่องการฝากพิเศษมาก็เลยงงๆว่าต้องทำยังไง ก็เลยอยากมาเล่าให้เพื่อนๆได้ฟังกันค่ะ สรุปก็คือถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐอาจต้องมีเรื่องการฝากพิเศษ เพื่อให้คุณหมอที่ทำคลอดเราเป็นคนเดียวกับที่เราฝากครรภ์นะคะ แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชนเราฝากกับคุณหมอท่านไหน ท่านนั้นจะดูแลเราตลอดจนถึงการทำคลอดเลยค่ะ ซึ่งการฝากพิเศษของโรงพยาบาลรัฐก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือที่เรียกทั่วไปว่าเป็นการใส่ซองเป็นสินน้ำใจเล็กน้อยๆค่าเสียเวลาของหมอ (หมอบางท่านก็ไม่รับ) ซึ่งบางทีรวมๆแล้วการคลอดเอกชนอาจไม่ได้แพงกว่าโรงพยาบาลรัฐมากอย่างที่คิดค่ะ (กรณีไม่มีภาวะแทรกซ้อน)

ตอนที่เราฝากท้อง ช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสอง คุณหมอจะนัดห่างกันหน่อยค่ะ ประมาณ 1 เดือนต่อครั้ง แล้วจะเริ่มนัดบ่อยขึ้น ตอนช่วงไตรมาสที่สาม ประมาณสองอาทิตย์ต่อครั้ง โดยคุณหมอบอกว่า กรณีที่คุณแม่และน้องสมบูรณ์แข็งแรงดีก็เจอกันทุกสองอาทิตย์จนกว่าจะครบกำหนดเลย และท่านก็จะแนะนำวิธีการสังเกตความผิดปกติต่างๆ เพื่อให้คุณแม่ได้คอยสังเกตสุขภาพของเจ้าตัวน้อยได้เลยค่ะ และที่สำคัญถ้าฝากท้องกับคุณหมอ ท่านจะให้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวมาด้วยนะคะ คุณแม่มือใหม่ที่ไม่แน่ใจในสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นสามารถโทรปรึกษาคุณหมอได้ตลอดเวลาค่ะ (ย้ำนะคะว่า ตลอดเวลา) เพราะคุณหมอจะให้ความสำคัญกับเรามาก หากคุณแม่มีอาการผิดปกติและโทรปรึกษาคุณหมอแล้ว ถ้าต้องนัดกันที่โรงพยาบาล คุณหมอก็จะสามารถไปได้เลยทันทีคะ หมดกังวลเลยว่าหากเราจะคลอดหรือมีอาการผิดปกติ เมื่อมาถึงโรงพยาบาลแล้วจะต้องมารอหมอประจำตัวอีกไหม หรือจะเป็นหมอท่านอื่นที่เราไม่คุ้นเคยหรือมั่นใจหรือไม่ แต่ถ้าหากคุณแม่ครบกำหนดแล้วยังไม่คลอด คุณหมอจะนัดอาทิตย์ละครั้งเพื่อติดตามค่ะ (กรณีที่คลอดธรรมชาติ)

ปัจจุบัน คุณหมอจะผ่าคลอดเป็นส่วนใหญ่นะคะ เพราะท่านมีอายุแล้ว (อีกไม่กี่ปีท่านก็จะเกษียนแล้วนะคะ ใครที่ต้องการคลอดกับคุณหมอคงต้องรีบหน่อย ฮา...) เพราะหากคลอดธรรมชาติจะกำหนดวันและเวลาไม่ได้ ก็จะทำให้ล้าทั้งคนคลอดและคนทำคลอดได้ค่ะ คุณหมอเลยพยายามลดเคสการคลอดธรรมชาติลงเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากอายุที่มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามนะคะ คุณหมอก็จะประเมินสุขภาพทั้งคุณแม่และคุณลูกในท้องก่อน สำหรับคุณแม่ท่านไหนที่ต้องการจะคลอดธรรมชาติจริงๆและภาวะต่างๆปกติ คุณหมอก็ทำให้ค่ะ สำหรับเราเอง เราคลอดธรรมชาตินะคะ แต่ก็แอบถามคุณแม่ท่านอื่นๆที่ผ่าคลอดที่เจอกันตอนนัดตรวจกับคุณหมอบ้าง เท่าที่ได้ยินมาจากหลายๆท่าน บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า แผลผ่าจากคุณหมอสวยมากและไม่ค่อยมีภาวะแทรกซ้อนค่ะ (สำหรับภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของคุณแม่ด้วยนะคะ) และหากใครกำหนดฤกษ์ดีเอาไว้ด้วย เช่น 9 โมง 9 นาที 9 วินาทีอะไรแบบนี้นี่คุณเหมอเป๊ะมากนะคะ เพราะคุณหมอประเมินตั้งแต่เวลาลงมีดจนถึงน้องออกมาสู่โลกภายนอกนี่ว่ากันเป็นวินาทีเลยค่ะ

สำหรับเรา เราคลอดธรรมชาติ หลังคลอดคุณหมอทำรีแพร์ให้เลย (ซึ่งจะต้องใช้เวลานานกว่าการเย็บแผลแบบปกติ) หมอใจดีมาก คุณหมอบอกว่า เพราะยังไงก็ต้องเย็บ เดี๋ยวทำให้ดีกว่าของเก่าเลย ฮาาาาา..... เราเลยยิ่งประทับใจคุณหมอขึ้นไปอีก เพราะท่านเหมือนกับรักในงานที่ท่านทำ และเรื่องเงินคงไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับท่านแล้วตอนนี้ เพราะดูจากปริมาณคนที่มาทำคลอดกับท่าน เราลองประเมินดูเล่นๆกับสามีนะคะ ว่าหมอน่าจะเคยทำคลอดมาไม่ต่ำกว่า 3,000 - 5,000 คน แน่ๆเลย ทำให้การประมาณการและการวัดค่าต่างๆของท่านค่อนข้างแม่นยำค่ะ

ทีนี้เราขอเล่าถึงตอนที่จะคลอดบ้างนะคะ วันที่เราคลอด เราเริ่มเจ็บท้องนิดๆ ตอนประมาณ เที่ยงคืนกว่าๆค่ะ และเริ่มมีมูกเลือดนิดหน่อย แต่น้ำยังไม่เดินนะคะ ก็นอนอยู่บ้าน เพราะอ่านจากในอินเตอร์เน็ทเห็นว่าส่วนใหญ่หากเร่ิมเจ็บ จนกว่าปากมดลูกจะเปิดก็ใช้เวลาเป็นวัน เราก็คิดว่าแทนที่จะไปนอนที่โรงพยาบาล ก็นอนอยู่ที่บ้านกับสามีดีกว่าเพราะจิตใจเราจะได้ผ่อนคลาย ถ้าให้เราไปอยู่โรงพยาบาลนานๆเราไม่ค่อยชินน่ะค่ะ (และบ้านเราไม่ไกลจากโรงพยาบาลค่ะ)
อยู่ไปซักพัก ก็คอยนับความถี่ในการเจ็บไปด้วย และเราก็เริ่มเจ็บขึ้นเรื่อยๆ ค่ะแต่ก็ทนได้บ้าง และเราก็ไม่รู้ว่าความเจ็บควรจะประมาณไหนถึงจะเรียกว่าใกล้จะคลอด พอตอนตีสี่เกือบตีห้าเริ่มไม่ไหว โทรถามคุณหมอ คุณหมอบอกมาโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย ^_^ ฮา... ก็เราไม่รู้นี่นาว่า มันเป็นยังไง เพราะสำหรับคุณแม่มือใหม่นี่เป็นอะไรที่ไม่เคยมาก่อน และเราคิดว่าคุณแม่หลายท่านก็คงเป็นเหมือนกัน ดังนั้นเบอร์โทรฯคุณหมอนั้นสำคัญตอนนี้แหละค่ะ
พอถึงตอนนั้นสามีเราก็จัดแจงข้าวของ (บางส่วนเตรียมไว้ในรถแล้ว) และก็รีบไปโรงพยาบาลเลยค่ะ (นั่งรถ 10 นาทีเหมือน 10 ชั่วโมงเลยตอนนั้น) ไปถึงพยาบาลก็จัดแจงทำทุกอย่าง ระหว่างนั้นคุณหมอก็เข้ามาเตรียมตัวแล้วค่ะ คุณพยาบาลวัดปากมดลูกได้ 8 cm. !!! เรานี่งงๆ มันขนาดนั้นแล้วเหรอ ... แต่ก็คิดโล่งในใจ เพราะตอนแรกคิดว่าถ้าตอนนี้ปากมดลูกยังไม่เปิด ที่เราเจ็บอยู่นี่มันคงเจ็บกว่านี้อีกหลายเท่าตอนใกล้คลอดแน่ๆเลย จากที่เราไป ทุกอย่างเร็วมากค่ะ ไปถึงโรงพยาบาลประมาณตีห้า น้องคลอดตอนหกโมงครึ่งค่ะ ดีใจมาก น้องสมบูรณ์แข็งแรงดี เป็นเด็กหญิง หนัก 3.2 kg. ยาว 51 cm ค่ะ ซึ่งอีก 1 วันก็จะครบกำหนด 40 สัปดาห์พอดี คุณหมอก็ขู่เอาไว้ว่า ถ้าไม่ยอมออกมาเอง เดี๋ยวหมอจะผ่าออกละนะ ฮา...

เอ๋... ตอนนี้เจ้าตัวน้อยเริ่มแผลงฤทธิ์ใส่คุณพ่อเแล้ว ยังไงหากมีอะไรเพิ่มเติมเราจะคอยมาอัพเดทที่บทความนี้นะคะ


ปล.

จากบทความก่อนที่บอกว่า คุณหมอเปาท่านเป็นคนที่เน้นประหยัดนั้น ท่านคงเส้นคงวาจริงๆค่ะ ท่านจะคอยคิดช่วยเราก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกอะไรไม่เลือกอะไร แต่ท่านไม่เคยกดดันนะคะ ท่านจะเสนอทางเลือกที่มีทั้งหมดให้แล้วถามเราว่าตัวเราเองเห็นว่าอย่างไหนดีก็เลือกในสิ่งนั้นค่ะ ขออนุญาตไม่ให้เบอร์คุณหมอไว้นะคะเพื่อรักษามารยาทค่ะ อย่าว่ากันน้าาาา